
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 เป็นความผิดที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่คุ้มครองเสรีภาพทางเพศของผู้เยาว์โดยตรงอย่างเดียว บทบัญญัตินี้กำหนดว่า ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท ส่วนผู้ใดโดยทุจริตซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น
มาตรานี้ต้องแยกองค์ประกอบให้ชัดเจน ประการแรก ผู้ถูกพรากต้องมีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในขณะเกิดเหตุ ประการที่สอง ต้องมีการ พรากไปเสียจากอำนาจดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล คำว่าพรากมิได้จำกัดเฉพาะการบังคับ ข่มขู่ หรือลักพาตัว แต่รวมถึงการพาไป ชักชวน ล่อไป หรือทำให้ผู้เยาว์ออกจากความดูแลของผู้มีอำนาจปกครอง ประการที่สาม ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมาตรา 319 แตกต่างจากมาตรา 318 ที่เป็นกรณีผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ประการสุดท้าย การพรากต้องกระทำเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร หากขาดเจตนาพิเศษส่วนนี้ แม้มีการพาผู้เยาว์ออกจากบ้าน ก็ยังไม่ครบองค์ประกอบตามมาตรา 319
การที่บุคคลอายุสิบเจ็ดปีกับบุคคลอายุสิบเก้าปีมีความสัมพันธ์ฉันคู่รัก หรือมีเพศสัมพันธ์กัน มิได้ทำให้ความผิดตามมาตรา 319 เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าอีกฝ่ายได้พรากผู้เยาว์ไปจากผู้ปกครองหรือไม่ และมีเจตนาเพื่อการอนาจารหรือเพื่อหากำไรหรือไม่ หากเพียงคบหากันโดยไม่มีการพาออกจากอำนาจปกครอง หรือไม่มีพฤติการณ์ที่ชี้ว่าเป็นการพาไปเพื่อการอนาจาร องค์ประกอบยังไม่ครบ แต่หากมีการนัดหมาย พาไปพักค้างคืน พาไปสถานที่ลับตา โรงแรม บ้านเช่า หรือสถานที่ที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางเพศ อาจรับฟังได้ว่าเป็นการพรากเพื่อการอนาจาร
ความยินยอมของผู้เยาว์ไม่ใช่เหตุยกเว้นความผิด เพราะกฎหมายประสงค์คุ้มครองทั้งตัวผู้เยาว์และอำนาจดูแลของผู้ปกครอง
ผู้เสียหายในความผิดฐานพรากผู้เยาว์คือบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ซึ่งเป็นผู้ถูกล่วงละเมิดอำนาจปกครองโดยตรง ผู้เยาว์อาจเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบุคคลดังกล่าว ผู้มีอำนาจร้องทุกข์หรือดำเนินคดีจึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของผู้เยาว์ การที่ผู้เยาว์ภายหลังบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นในอดีตระงับไป เพราะพิจารณาสถานะอายุและอำนาจปกครองในขณะกระทำความผิด
อายุความฟ้องคดีสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด หากมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดเวลาสิบห้าปี หากเหตุเกิดเมื่อผู้เยาว์อายุสิบเจ็ดปี และยังไม่พ้นสิบห้าปีนับแต่วันเกิดเหตุ คดียังไม่ขาดอายุความ
กรณีที่คู่กรณีฝ่ายชายอายุสิบเก้าปีและฝ่ายหญิงอายุสิบเจ็ดปี อายุที่ต่างกันเพียงสองปีมิได้เป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 319 แต่ก็เป็นพฤติการณ์ที่อาจนำมาประเมินเจตนาและความร้ายแรงของคดี หากเป็นความสัมพันธ์ฉันคู่รักโดยไม่มีพฤติการณ์หลอกลวง กักกัน หน่วงเหนี่ยว หาผลประโยชน์ หรือใช้ผู้เยาว์ในทางเพศเชิงแสวงประโยชน์ ข้อต่อสู้ของฝ่ายถูกกล่าวหาอาจมุ่งไปที่การปฏิเสธองค์ประกอบเรื่องการพราก และเจตนาเพื่อการอนาจาร แต่หากมีหลักฐานชัดว่าพาผู้เยาว์ออกจากบ้านหรือออกจากความดูแลของผู้ปกครองเพื่อมีเพศสัมพันธ์ แม้ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ก็ยังมีความเสี่ยงทางอาญาตามมาตรา 319 ส่วนฝ่ายถูกกล่าวหามีสิทธิต่อสู้ว่าผู้เยาว์มิได้ถูกพรากไปจากผู้ปกครอง หรือการพาไปมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนาจาร จึงไม่สรุปจากอายุและการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินพฤติการณ์ทั้งหมดอย่างเป็นระบบ
ประเด็นเรื่องยศ ตำแหน่ง ฐานะ หรืออิทธิพลของครอบครัวผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่เหตุทางกฎหมายที่ทำให้ฟ้องคดีไม่ได้ และไม่ใช่เหตุที่ทำให้คดีแพ้หรือชนะ การพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน หากพยานหลักฐานเพียงพอ คดีสามารถดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมได้
คดีพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 ต้องพิจารณาองค์ประกอบเรื่องอายุ การพรากไปจากผู้ปกครอง ความยินยอมของผู้เยาว์ และเจตนาเพื่อการอนาจารหรือเพื่อหากำไร โดยวินิจฉัยจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ #dr.Tanaitone