คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2386/2541 วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ว่า กฎหมายมิได้กำหนดแบบหรือพิธีการว่าต้องทำเป็นหนังสือ การมอบอำนาจอาจจะกระทำด้วยวาจาหรือพฤติการณ์อื่นที่แสดงเจตนาให้ชัดแจ้งก็เพียงพอ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายแสดงความประสงค์ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้ร้องแทน พนักงานสอบสวนย่อมรับคำร้องทุกข์นั้นได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่สร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคเกินสมควร
ในทางปฏิบัติ เมื่อผู้ร้องไปแจ้งความแทนผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนจะพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อม เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายกับผู้ร้อง การแสดงเจตนาให้ความยินยอม หรือการติดตามรับรองภายหลัง หากข้อเท็จจริงสอดคล้องกันก็ถือว่าการมอบอำนาจมีผล แม้ไม่มีหนังสือมอบอำนาจก็ตาม แนวคิดนี้ช่วยให้การร้องทุกข์ในคดีอาญาเกิดความยืดหยุ่น เหมาะสมกับสภาพสังคมที่ผู้เสียหายอาจจะไม่สะดวกมาด้วยตนเอง
อย่างไรก็ดี การไม่มีหนังสือมอบอำนาจอาจจะก่อให้เกิดข้อโต้แย้งในภายหลัง หากผู้กล่าวหาปฏิเสธว่าไม่เคยยินยอม ดังนั้น ทนายหรือผู้ร้องควรเก็บพยานหลักฐานอื่นประกอบ เช่น พยานบุคคลหรือการติดต่อสื่อสาร เพื่อยืนยันเจตนาของผู้เสียหาย หลักดังกล่าวสอดคล้องกับแนววินิจฉัยของศาลฎีกาที่เน้นพิจารณาเจตนาและข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ
