You are currently viewing การ พ.ร.บ. ประชาชนต้องตรวจสอบได้!
หลักการของร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... เป็นความพยายามปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน จากเดิมที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายติดตาม ทวงถาม และแบกรับภาระจากความไม่ชัดเจนของกระบวนการ ไปสู่ระบบที่การใช้อำนาจรัฐต้องตั้งอยู่บนหลักเหตุผล ความแน่นอนของเวลา และการตรวจสอบได้

การ พ.ร.บ. ประชาชนต้องตรวจสอบได้!

หลักการของร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. …. เป็นความพยายามปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน จากเดิมที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายติดตาม ทวงถาม และแบกรับภาระจากความไม่ชัดเจนของกระบวนการ ไปสู่ระบบที่การใช้อำนาจรัฐต้องตั้งอยู่บนหลักเหตุผล ความแน่นอนของเวลา และการตรวจสอบได้
แก่นของร่างกฎหมายอยู่ที่การลดภาระประชาชน ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน และลดพื้นที่ของการใช้ดุลพินิจโดยไม่โปร่งใส หน่วยงานของรัฐจึงต้องจัดทำและปรับปรุงคู่มือสำหรับประชาชน (ที่ทำไว้แล้วแต่ล้มเหลว 30 ปี) ให้มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ขั้นตอน เอกสาร ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาพิจารณา เพื่อให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่าการติดต่อราชการเรื่องหนึ่งต้องดำเนินการอย่างไร ต้องใช้เอกสารใด และควรได้รับผลการพิจารณาภายในกรอบเวลาใด
สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 ซึ่งวางหลักให้รัฐพึงมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ ไม่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควร และต้องกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กับระยะเวลาดำเนินการให้ชัดเจน ร่างกฎหมายนี้จึงเป็นการนำหลักรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในกระบวนการอนุญาตและการให้บริการของรัฐ
สาระสำคัญอยู่ที่การขยายขอบเขตจากเรื่อง “การอนุญาต” ไปสู่ “การให้บริการแก่ประชาชน” ประชาชนมิได้เป็นเพียงผู้มาขออนุญาตจากรัฐ แต่เป็นผู้มีสิทธิได้รับบริการสาธารณะ รัฐจึงต้องพัฒนาช่องทางบริการร่วม ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดการเดินเอกสาร ลดการติดต่อหลายแห่ง และลดการเรียกเอกสารซ้ำโดยไม่จำเป็น
ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือ หลัก “อนุญาตโดยปริยาย” หลักการนี้มิได้หมายความว่าทุกคำขอจะได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ แต่หมายถึงกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่า หากประชาชนยื่นคำขอครบถ้วน และหน่วยงานไม่พิจารณาภายในระยะเวลาที่กำหนด ถือว่าประชาชนได้รับอนุญาตตามคำขอ เพื่อป้องกันมิให้ความนิ่งเฉยหรือความล่าช้าของฝ่ายปกครองกลายเป็นภาระหรือเป็นเครื่องมือต่อรองกับประชาชน
หลักอนุญาตโดยปริยายต้องถูกใช้ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความปลอดภัย สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม หรือประโยชน์สาธารณะ ยังต้องผ่านการตรวจสอบตามกฎหมายเฉพาะอย่างรอบคอบ จึงไม่ใช่การลดมาตรฐานการควบคุมของรัฐ แต่เป็นกลไกเร่งรัดให้ฝ่ายปกครองปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลา
อำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ยังเป็นเครื่องมือจำเป็นในการปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ดุลพินิจต้องอยู่ภายใต้หลักเหตุผล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่จึงไม่อาจตอบประชาชนเพียงว่า “ยังไม่ผ่าน” “เอกสารไม่ครบ” หรือ “อยู่ระหว่างพิจารณา” โดยไม่ระบุว่าขาดเอกสารใด อาศัยข้อกฎหมายใด และมีเหตุผลใดรองรับการใช้ดุลพินิจนั้น
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 ให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือต้องมีเหตุผล โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาหรือข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
รัฐไม่อาจปล่อยให้ประชาชนรอโดยไม่มีเหตุผลหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เช่น คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.7/2549 วินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินเก็บเรื่องไว้โดยไม่ดำเนินการเป็นเวลานาน เป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.123/2551 การตรวจสอบซ้ำซ้อนและล่าช้าเกินสมควรในการพิจารณาคำขอของประชาชน เป็นการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายปกครอง
ร่างกฎหมายนี้ตั้งอยู่บนหลักสำคัญสามประการ คือ รัฐต้องเปิดเผยขั้นตอน รัฐต้องพิจารณาภายในกรอบเวลา และรัฐต้องอธิบายเหตุผลของการใช้อำนาจ
สิ่งที่ประชาชนควรรู้คือ เมื่อกฎหมายะนี้มีผลใช้บังคับ ประชาชนย่อมมีฐานในการสอบถามและตรวจสอบหน่วยงานรัฐได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนดำเนินการ ระยะเวลาตามคู่มือ เหตุแห่งความล่าช้า รายการเอกสารที่อ้างว่ายังขาด ข้อกฎหมายที่ใช้ในการสั่งแก้ไขหรือปฏิเสธ และเหตุผลในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ อำนาจรัฐไม่ใช่อำนาจที่ใช้แล้วจบ แต่เป็นอำนาจที่ต้องมีเหตุผล ต้องตรวจสอบได้ และต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ร่างกฎหมายนี้จึงมิใช่เพียงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการติดต่อราชการ แต่เป็นการมอบสิทธิ ความแน่นอน และความเป็นธรรมแก่ระชาชน#ดร.ทนายโตน

ใส่ความเห็น