ความลักลั่นของกฎหมายบริการทางเพศในนานาชาติ และคำถามเรื่องเสรีภาพตามกฎหมายไทย

กฎหมายทั่วโลกจัดวางสถานะอาชีพขายบริการทางเพศไว้ไม่เหมือนกัน เพราะรัฐแต่ละแห่งให้ค่าน้ำหนักแก่ ศีลธรรมสาธารณะ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพในเนื้อตัวร่างกาย สาธารณสุข ความสงบเรียบร้อย และการป้องกันการค้ามนุษย์ไม่เท่ากัน บางประเทศถือว่าการขายบริการทางเพศเป็นกิจกรรมที่ไม่อาจยอมรับในทางศีลธรรม จึงกำหนดโทษต่อผู้ขาย ผู้ซื้อ หรือผู้จัดหา บางประเทศแยกการขายบริการโดยสมัครใจของผู้ใหญ่ ออกจากการบังคับ ข่มขู่ หลอกลวง และการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก แล้วเลือกใช้ระบบกำกับดูแลแทนการห้ามโดยเด็ดขาด บางประเทศใช้แนวทางที่เรียกว่า นอร์ดิกโมเดล คือไม่ลงโทษผู้ขายบริการ แต่ลงโทษผู้ซื้อและผู้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการลดทอนความเป็นอาชญากรรมของการให้บริการทางเพศโดยสมัครใจระหว่างผู้ใหญ่ และเน้นลงโทษเฉพาะการค้ามนุษย์ การใช้กำลัง การบังคับ การจัดหาผู้เยาว์ และการเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ องค์กรสิทธิมนุษยชนบางแห่ง เช่น Amnesty International สนับสนุนการยกเลิกโทษอาญาต่อ sex work ที่เป็นการแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจระหว่างผู้ใหญ่ โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายควรมุ่งคุ้มครองจากการแสวงหาประโยชน์และความรุนแรงมากกว่าผลักผู้ขายบริการออกนอกระบบกฎหมาย อาชีพขายบริการทางเพศในประเทศไทยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ลงโทษการขายบริการทางเพศทุกกรณี ในลักษณะเดียวกับความผิดอาญาร้ายแรง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 กำหนดความผิดหลายชั้น ตั้งแต่การติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว ติดตาม หรือรบเร้าบุคคลในที่สาธารณะเพื่อการค้าประเวณีในลักษณะเปิดเผย น่าอับอาย หรือเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ ไปจนถึงความผิดเกี่ยวกับสถานการค้าประเวณี การเป็นธุระจัดหา การล่อไป การพาไป การหน่วงเหนี่ยวกักขัง และการเกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ซึ่งมีโทษหนักกว่าอย่างมาก ร่วมกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 และมาตรา 283 ซึ่งลงโทษการเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร รวมทั้งกรณีใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลัง หรือใช้อำนาจครอบงำโดยมิชอบ จะเห็นว่ากฎหมายไทยมิได้ควบคุมแรงงานทางเพศอย่างเดียว แต่ป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากเพศ สถานบริการ และบุคคลเปราะบางด้วย ปัจจัยที่ประเทศไทยยังมีกฎหมายห้ามและจำกัดการค้าประเวณี ประการแรกคือแนวคิดเรื่องศีลธรรมอันดีของประชาชนและความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นเหตุผลดั้งเดิมของกฎหมายอาญาไทยหลายฐาน ประการที่สองคือความกังวลต่อการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะหญิง เด็ก และบุคคลที่ถูกบังคับด้วยหนี้ ความยากจน หรืออำนาจเหนือกว่า ประการที่สามคือปัญหาสถานบริการแอบแฝง การควบคุมพื้นที่เมือง อาชญากรรม ยาเสพติด และการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ประการที่สี่คือสาธารณสุข โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวี อย่างไรก็ดี ในระดับสากล ระบุว่ากฎหมายลงโทษกลุ่มประชากรหลัก รวมถึง sex work เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ขัดขวางการเข้าถึงบริการด้านเอชไอวีและเพิ่มความเสี่ยงทางสาธารณสุข เปลี่ยนจากคำถามว่า ควรยอมรับหรือไม่ยอมรับการค้าประเวณี ไปเป็นคำถามที่ตรงกว่า คือ กฎหมายแบบใดลดความรุนแรง การค้ามนุษย์ โรคติดต่อ และการรีดไถได้จริง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 26 วางหลักว่าการจำกัดสิทธิหรือ
เสรีภาพต้องไม่ขัดหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และต้องไม่กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่วนมาตรา 40 รับรองเสรีภาพในการประกอบอาชีพ แต่เปิดช่องให้กฎหมายจำกัดได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หรือการป้องกันการผูกขาด ดังนั้น การห้ามการบังคับค้าประเวณี การค้าประเวณีเด็ก การเป็นธุระจัดหาโดยข่มขู่ หลอกลวง หรือแสวงหาประโยชน์จากผู้อื่น ย่อมเป็นการจำกัดสิทธิที่มีวัตถุประสงค์ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่การลงโทษผู้ขายบริการที่เป็นผู้ใหญ่และสมัครใจ โดยเฉพาะโทษที่ทำให้เข้าไม่ถึงตำรวจ แพทย์ สวัสดิการ แรงงาน และกระบวนการยุติธรรม มาตรการนั้นอาจไม่เหมาะสมหรือไม่จำเป็นเมื่อเทียบกับวัตถุประสงค์ของรัฐ

ความลักลั่นในกฎหมายไทยอยู่ที่การห้ามในตัวบทแต่ยอมรับโดยสภาพสังคม กล่าวคือสถานบริการบางประเภทดำรงอยู่โดยอาศัยใบอนุญาตตามกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายสถานบริการ แต่กิจกรรมทางเพศที่เกิดขึ้นภายในกลับถูกปฏิเสธในทางกฎหมาย นำไปสู่พื้นที่สีเทาที่เปิดช่องให้เกิดการส่วย การรีดไถ การเลือกปฏิบัติ และการไม่กล้าแจ้งความของผู้ขายบริการ เมื่อผู้ขายบริการถูกทำให้เป็นผู้กระทำผิดหรืออย่างน้อยเป็นบุคคลที่อยู่ใต้เงากฎหมาย เขาย่อมมีอำนาจต่อรองต่ำกว่านายจ้าง ลูกค้า นายหน้า และเจ้าหน้าที่รัฐ นี่คือปัญหาทางนิติรัฐโดยแท้ เพราะกฎหมายที่ประกาศว่าปราบปรามการเอารัดเอาเปรียบ อาจกลับทำให้ผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบเข้าไม่ถึงกลไกคุ้มครอง ในไทยเองมีข้อเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศที่มุ่งรับรองสิทธิ ต่อรองค่าตอบแทน ปฏิเสธลูกค้าหรือบริการบางประเภท เข้าถึงสวัสดิการและสุขภาพ และกำกับสถานบริการให้ปลอดภัย โดยยังคงห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าสู่ระบบดังกล่าว ข้อเสนอนี้สะท้อนว่าประเด็นไม่ใช่การเปิดเสรีไร้ขอบเขต แต่เป็นการปรับปรุงกฎหมายอาญาแบบเหมารวมไปสู่ระบบคุ้มครองแรงงานและกำกับความปลอดภัย ความเหมาะสมของกฎหมายไทยในปัจจุบัน กฎหมายที่ลงโทษการค้ามนุษย์ การบังคับ การข่มขู่ การหลอกลวง การแสวงหาประโยชน์จากเด็ก การเปิดสถานบริการที่ควบคุมคนโดยมิชอบ และการจัดหาผู้เยาว์ ยังจำเป็นและชอบด้วยหลักรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความปลอดภัยของบุคคล ส่วนที่สอง กฎหมายที่ยังทำให้ผู้ขายบริการที่เป็นผู้ใหญ่และสมัครใจอยู่ในสถานะผิดกฎหมายหรือกึ่งผิดกฎหมาย มีปัญหาเพราะไม่พิสูจน์ชัดว่าลดตลาดบริการทางเพศได้จริง แต่กลับอาจเพิ่มอำนาจของนายหน้า สถานบริการผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต การลดโทษอาญาในส่วนที่เป็นการกระทำโดยสมัครใจของผู้ใหญ่ ควบคู่กับการลงโทษผู้แสวงหาประโยชน์อย่างเข้มงวด จึงอาจให้ผลคุ้มครองสิทธิและสาธารณสุขดีกว่าการผลักทั้งระบบลงใต้ดิน ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรับรองการค้าประเวณีอย่างเสรีเต็มรูปแบบ แต่กฎหมายปัจจุบันควรถูกปรับปรุงให้แม่นยำกว่าเดิม โดยยกเลิกหรือจำกัดบทลงโทษที่กระทบผู้ขายบริการที่เป็นผู้ใหญ่และสมัครใจ จัดระบบขึ้นทะเบียนหรือกำกับสถานประกอบการเฉพาะที่เคารพสิทธิแรงงานและความปลอดภัย ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่าเกณฑ์โดยเด็ดขาด รับรองสิทธิในการปฏิเสธลูกค้า ตรวจสุขภาพโดยไม่บังคับเลือกปฏิบัติ เข้าถึงประกันสังคมหรือระบบสวัสดิการ และตั้งกลไกร้องเรียนที่คุ้มครองผู้แจ้ง ต้องแยกให้ชัดระหว่าง sex work โดยสมัครใจของผู้ใหญ่ กับ การค้ามนุษย์หรือการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ เพราะการปนสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันทำให้กฎหมายแข็งในจุดที่ควรคุ้มครอง แต่อ่อนในจุดที่ควรลงโทษอย่างจริงจัง กฎหมายที่ดีจึงไม่ควรทำหลับตาต่อความเป็นจริง แต่ต้องจัดระเบียบความจริงนั้นให้สอดคล้องกับศักดิ์ศรี ความปลอดภัย เสรีภาพ และหลักนิติธรรม

ใส่ความเห็น